“มาร์ค”บี้”ปู″แสดงจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ

“มาร์ค”บี้”ปู″แสดงจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ

“อภิสิทธิ์”บี้ “ยิ่งลักษณ์” ใช้การกระทำพิสูจน์กรณีบอกไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบัน เรียกร้องนายกฯ ไม่แตะองค์กรอิสระ – ตุลาการ วันนี้ ( 1 มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศญี่ปุ่นผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทางบลูสกาย ชาแนล ถึงเหตุการณ์คนร้าย 2 คนบุกชกนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ว่า รู้สึกตกใจ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยและขอประณามการละเมิดสิทธิ์ในทุกรูปแบบและอยากให้ทุกฝ่ายระวัง เพราะมีบางฝ่ายต้องการให้ความขัดแย้งกันเราต้องหยุดตรงนี้ให้ได้ ต้องคุยกันด้วยเหตุผล นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า บังเอิญตนไม่ได้ฟังน้ำเสียงของนายกฯว่าหนักแน่นแค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องฟังน้ำเสียงด้วย และอยากให้นายกฯย้ำในอีก 2 ประเด็นเพิ่มเติมคือ เรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ องค์กรอิสระ ว่าจะไม่ไปแตะต้องแก้ไข และยืนยันด้วยว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่งนำไปสู่การลบล้างอำนาจของตุลาการในอดีต หรือการนิรโทษกรรม ซึ่งถ้าทำอย่างนี้เรื่องรัฐธรรมนูญจะไม่ต้องขัดแย้งกันแล้ว เพราะฉะนั้น ตนยืนยันว่า 1. ก็คือรอดูการกระทำ ไม่ฟังแค่คำพูด และ 2. ก็อยากจะทวงว่าประเด็นที่ตนว่าไปนั้น นายกฯจะว่าอย่างไร ถ้ารัฐบาลยอมรับในหลักการที่ตนเรียกร้อง ประเด็นความเป็นอิสระของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหลักการที่ว่า คนเป็น ส.ส.ร.ก็ต้องยึดถือด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าการตั้ง นายสามารถ แก้วมีชัย เป็นประธาน กมธ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสายตรงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ตนไม่มองว่าใครเป็นสายตรงใคร ส่วนตัวเห็นว่านายสามารถ มีความรู้ มีความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่ทั้งหมดก็ต้องเอากันชัด ๆ ว่าจะเพื่อไทย หรือเพื่อใคร ดูอย่างนั้นจะดีกว่า ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

“เหลิม”ปัดคุกคามสื่อ อ้างที่ฟ้องแค่หวังดึงเป็นพยาน

“เหลิม”ปัดคุกคามสื่อ อ้างที่ฟ้องแค่หวังดึงเป็นพยาน

“เหลิม”ปัดคุกคามสื่อ อ้างที่ฟ้องแค่หวังดึงเป็นพยาน ระบุทำตามขั้นตอนกฎหมายไม่ได้การคุกคาม วันนี้ ( 1 มี.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมาคมผู้สื่อข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยแสดงความกังวลกรณีฟ้องสื่อ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์จำนวน 7 ฉบับที่ลงข่าวว่ามีอาการคล้ายคนเมาระหว่างการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ว่า เหตุที่ตนฟ้องสื่อเพราะต้องการเป็นพยาน เพราะหากไม่ฟ้องสื่อเวลาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์จะนำสื่อที่ไหนมาเป็นพยาน หากสื่อมายืนยันว่าส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์จริง ตนก็จะถอนเพราะไม่ตั้งใจเอาผิดอยู่แล้ว เมื่อถามว่าถ้าตั้งใจถอนฟ้องแต่แรกเหตุใดจึงระบุว่าจะถอนเฉพาะหนังสือพิมพ์บางฉบับ แต่หนังสือพิมพ์อีก 6 ฉบับกลับไม่ระบุว่าจะถอนฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เพราะอีก 6 ฉบับลงซ้ำบ่อย การคุกคามสื่อต้องใช้อำนาจนอกระบบ แต่ตนใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการคุกคาม เมื่อถามว่าแต่การฟ้องอาจหวังปิดปากสื่อ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สื่อไทยใครจะไปปิดปากได้ สื่อไทยเป็นสื่อที่มีอิสระมากที่สุดในโลก ไปดูหนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัว พฤติกรรมมันชัด แต่ตนใจกว้างพอ การดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ใช่การคุกคาม ถ้าคุกคามต้องส่งนักเลงไปกดออดที่บ้าน ไปทุบรถ แต่ตนไม่ใช่คนอย่างนั้น. ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

“เหลิม” โชว์ใบรับรองแพทย์ ยันป่วยจริงทำเดินโซเซ

“เหลิม” โชว์ใบรับรองแพทย์ ยันป่วยจริงทำเดินโซเซ

ยันหมอระบุมีอาการเวียนศีรษะและทรงตัวผิดปกติเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาที่นอนดึกหรือพักผ่อนน้อย วันนี้( 1 มี.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการวิจารณ์ว่าโรคก้านหูอักเสบที่ชี้แจงว่าเป็นสาเหตุของอาการเดินเซนั้นไม่มีตามที่ตนให้สัมภาษณ์ ว่า ตนรักษาที่โรงพยายาบาลรามาธิบดี ซึ่งตนไปรักษาระบุว่ามีอาการเวียนศีรษะเดินเซ จากประสาทหูเสื่อม ส่วนหมอจากรพ.พญาไท ระบุว่าหูดับเฉียบพลันเนื่องจากเส้นประสาทหูและก้านหูอักเสบเฉียบพลัน และหมอจากรพ.พระมงกุฏฯ บอกว่ามีอาการเวียนศีรษะและทรงตัวผิดปกติเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะเวลาที่นอนดึกหรือพักผ่อนน้อย และขณะนี้ยังรักษาอย่างต่อเนื่องโดยการรับประทานยา ตนไม่รู้ว่าจะมากระแนะกระแหนตนทำไมว่าโรคก้านหูไม่มี เพราะตนพูดตามที่หมอบอกมา ส่วนหมอจะเขียนผิดหรือถูกไม่ทราบ เมื่อถามว่าทำไมการลงวันที่ในใบรับรองแพทย์ถึงออกให้ในวันที่ 28-29 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่มีข่าวปรากฎ ออกมาแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในรับรองแพทย์ขอเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขาจะบอกว่าเราเข้ารับการรักษาเมื่อไหร่ซึ่งตนเข้ารับการรักษาเมื่อ วันที่ 3 พ.ย. 52 ที่ตนยังไม่ไปขอเพราะยังไม่เป็นประเด็น พอเป็นประเด็นก็ไปขอมาเพราะรู้ว่าเป็นเป้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้นำเอกสารใบรับรองแพทย์จากการเข้ารับการรักษา ที่รพ.รามาธิบดี รพ.พญาไท 3 และรพ.พระมงกุฏฯ มายืนยันอาการป่วยแจกจ่ายกับสื่อมวลชน เพื่อเป็นหลักฐานว่าอาการเดินเซเป็นผลมาจากการเจ็บป่วยจริง ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่าใบรับรองแพทย์มีการออกให้ย้อนหลังจากวันที่เข้ารับการรักษาจริงทั้ง 3 โรงพยาบาล. ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

ปชป.ย้ำ8จุดยืนแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ

ปชป.ย้ำ8จุดยืนแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ

ปชป.วางกรอบ 8 จุดยืนแปรญัตติในการร่างรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องนำกลับมาให้สภาพิจารณาก่อนประชามติ วันนี้ ( 1 มี.ค.) ที่รัฐสภา นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการเสนอกรอบการขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่า พรรคมีกรอบมีจุดยืนกรอบการแปรญัตติ 8 ข้อ 1.ขอให้เพิ่มตัด (5) ใน ม. 101 ที่ก่อนหน้านี้มี ส.ส.เสนอให้ตัดวงเล็บดังกล่าวออกไป เพื่อเป็นการกำหนดคุณสมบัติให้ผู้ต้องโทษทางการเมืองไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)ได้ ซึ่งในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย จึงขอให้เพิ่มวงเล็บดังกล่าวกลับเข้าไป 2.ให้ตัดการเพิ่มอำนาจของประธานรัฐสภาในการพิจารณาบุคคลที่จะเป็นส.ส.ร.ในสัดส่วนขององค์กรวิชาชีพ และภาคเอกชน เนื่องจากเกรงว่าประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไม่เป็นธรรม และไม่เป็นกลาง 3.เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ควรเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาร่วมพิจารณา และแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนของประชาชนก่อนที่จะมีการทำประชามติถามความเห็นจากประชาชน นายธนา กล่าวด้วยว่า 4.จะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจ 5.การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่กระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพราะขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามีคนจ้องล้มล้างองค์กรอิสระ โดยเสนอให้มีการยุบศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ 6.จะต้องไม่มีการแก้โทษ หรือให้มีการนิรโทษกรรมในคดีของบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มีความผิด และอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีไม่ว่าจะอยู่ในชั้นศาลใดก็ตาม 7.ต้องไม่กระทบกับอำนาจตุลาการและอำนาจขององค์กรที่ตรวจสอบรัฐบาลทุกองค์กรและ 8.ต้องไม่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะให้เป็นผลล้มล้างความผิดใดๆซึ่งองค์กร กระบวนการยุติธรรมได้ตัดสินให้มีความผิดแล้ว นี่คือกรอบการแปรญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง ส.ส.ของพรรคทุกคนจะทยอยยื่นแปรญัตติภายใน 30 วันตามกำหนด ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

ค่าเลี้ยงชีพ

ค่าเลี้ยงชีพ

ถ้าดิฉันจะต้องหย่ากับสามี จะเรียกร้องให้สามีจ่ายค่าเลี้ยงดูให้กับดิฉันหลังจากหย่าแล้วได้เพียงใด รัตติกาล ค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังการหย่าจะเรียกว่าค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งถ้าตกลงหย่ากันเองและจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้จะเป็นเรื่องความสมัครใจก็จะเป็นไปตามนั้น แต่ถ้าเป็นคดีฟ้องหย่าแล้วมิได้หมายความว่าจะมีสิทธิได้ค่าเลี้ยงชีพทุกกรณี เพราะกฎหมายไทยได้บัญญัติเรื่องค่าเลี้ยงชีพไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ว่า ในคดีหย่า ถ้าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว และการหย่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลง เพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ก็ได้ ค่าเลี้ยงชีพนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้ และฐานะของผู้รับ…และสิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพเป็นอันสิ้นสุดลง ถ้ามิได้ฟ้องหรือฟ้องแย้งในคดีหย่านั้น ซึ่งพอสรุปประเด็นได้ดังนี้ 1.การหย่าที่จะเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ จะต้องเกิดจากความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งเพียง ฝ่ายเดียว เช่น อีกฝ่ายหนึ่งไปมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้อื่น ไม่ส่งเสียเลี้ยงดู หรือถูกอีกฝ่ายทำร้ายร่างกาย เป็นต้น แต่ถ้าตนเป็นผู้ทำผิดเองแล้วเป็นคดีฟ้องหย่าขึ้นมาจะใช้สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพไม่ได้ เช่น ได้หนีไปอยู่ที่อื่นซึ่งเป็นการทิ้งร้างคู่สมรสของตนโดยสมัครใจเสียเอง ภายหลังมีการฟ้องหย่ากันเพราะเหตุนี้จะมาเรียกค่าเลี้ยงชีพไม่ได้ แต่ถ้าหนีไปเพราะถูกทำร้ายจะมิใช่เป็นการทิ้งร้างโดยสมัครใจ เช่นนี้ยังมีสิทธิที่จะเรียกค่าเลี้ยงชีพในคดีหย่าได้ เป็นต้น 2.การหย่าจะทำให้ต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้จากทรัพย์สินหรือไม่ได้ทำงาน เช่น แต่งงานแล้วสามีให้ออกจากงานมาดูแลบรรดาลูก ๆ หากภายหลังต้องหย่ากันทำให้ไม่มีงานทำและไม่มีรายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงตนเองภายหลังการหย่า หรือเคยทำงานในกิจการของครอบครัว ต่อมาเลิกกันทำให้ไม่ได้ทำงานนั้นอีกต่อไป เป็นต้น 3.ในคดีหย่าจะต้องมีการฟ้องหรือในคำให้การต่อสู้คดีได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงชีพไว้ด้วย จึงจะพิจารณาเรื่องค่าเลี้ยงชีพให้ เพราะถ้าไม่มีประเด็นเรื่องค่าเลี้ยงชีพไว้ หย่ากันไปแล้วจะมาฟ้องหรือเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพในภายหลังไม่ได้ ซึ่งรวมทั้งในกรณีที่ตกลงหย่ากันเอง จะต้องได้มีการตกลงจำนวนเงินค่าเลี้ยงชีพไว้ด้วย เช่น ในทะเบียนหย่า หรือในบันทึกประจำวันตกลงจะไปหย่ากันไว้ ถ้าหย่ากันเองโดยไม่ได้ตกลงเรื่องจะจ่ายค่าเลี้ยงชีพไว้ ภายหลังหย่ากันไปแล้วจะเปลี่ยนใจหวนกลับมาขอให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพอีกไม่ได้ วิธีการจ่ายค่าเลี้ยงชีพ อาจจะตกลงจ่ายกันเป็นเงินก้อนหรือจะจ่ายเป็นรายเดือนก็ได้ ในกรณีที่ตกลงจ่ายเป็นรายเดือน ภายหลังพฤติการณ์เปลี่ยนไป ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถจะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขค่าเลี้ยงชีพโดยเพิกถอน ลดเพิ่ม หรือกลับให้ค่าเลี้ยงชีพ ก็ได้ กรณีการกลับให้ค่าเลี้ยงชีพ เช่น เคยฟ้องขอหย่าและขอให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพไว้ แต่ศาลพิพากษาให้หย่าโดยไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงชีพเพราะผู้ขอมีรายได้เพียงพอหรือมีหน้าที่การงาน หรือมีฐานะดีกว่า หากภายหลังถ้าผู้ขอไว้เกิดยากจนลงหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ ผู้นั้นมีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขให้จ่ายค่าเลี้ยงชีพได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน ถ้าหากผู้ที่รับค่าเลี้ยงชีพมีคู่สมรสใหม่ สิทธิที่จะรับค่าเลี้ยงชีพจะสิ้นสุดลง เพราะเป็นหน้าที่ของคู่สมรสคนใหม่ที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูแทน. ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

ข้อตกลงยกทรัพย์สินให้บุตรในบันทึกการหย่า

ข้อตกลงยกทรัพย์สินให้บุตรในบันทึกการหย่า

การที่สามีและดิฉันหย่ากันได้ทำบันทึกไว้ในทะเบียนหย่าว่าสามีจะโอนบ้านและที่ดิน 2 แปลงให้ลูกสาวซึ่งตอนนั้นอายุ 4 ขวบ แต่จนบัดนี้สามียังไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนบ้านและที่ดินให้แก่ลูก ตอนนี้สามีติดประกาศขายบ้านและที่ดินที่ตกลงให้ลูก อยากทราบว่าลูกยังมีสิทธิตามข้อตกลงหรือไม่ ถ้ายังมีจะต้องทำอย่างไร นวลแข โดยทั่วไปถ้าเป็นเรื่องการให้ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น ประเภทบ้าน อาคารชุด หรือที่ดินจะต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย โดยการให้อสังหาริมทรัพย์โดยเสน่หาจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะถูกต้องตามแบบทำให้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นได้ อย่างไรก็ตามถ้าเป็นกรณีที่สามีภริยาจดทะเบียนหย่า และทำบันทึกไว้ในทะเบียนหย่าว่าจะยกทรัพย์สินให้แก่บุตรจะเห็นได้ว่าแม้ว่าสามีและภริยาจะเป็นคู่สัญญาตามข้อตกลงในทะเบียนหย่า แต่เนื่องจากบุตรซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาด้วย แต่เป็นบุคคลภายนอกผู้จะได้รับประโยชน์จากสัญญา แต่สิทธิจะเกิดได้ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 วรรคสอง บัญญัติรองรับไว้ว่า สิทธิของบุคคลภายนอกย่อมเกิดมีขึ้นตั้งแต่เวลาที่แสดงเจตนาแก่ลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญานั้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2537 การยกให้โดยเสน่หาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่จะตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ที่จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามนัยมาตรา 521 นั้น จะต้องมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง หรืออีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้รับ แต่บันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์และจำเลยกลับยอมให้ที่ดินจำนวน 2 แปลง และบ้านอีก 1 หลัง ตกเป็นของบุตรผู้เยาว์ทั้งสองหลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนหย่ากัน สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1532 และเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตามมาตรา 374 มิใช่สัญญาให้ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 525 แม้ไม่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย นอกจากนี้บุคคลภายนอกอาจเป็นผู้แสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาได้แล้ว ในระหว่างคู่สัญญาก็ยังมีความผูกพันตามสัญญาได้เช่นกัน ซึ่งมีคดีที่ฟ้องร้องและศาลได้วินิจฉัยไว้ว่า มารดาในฐานะคู่สัญญาสามารถแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์จากสัญญาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6478/2541 ภายหลังโจทก์จำเลยทำบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยผิดสัญญาไม่ยอมไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่บุตรทั้งสองโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยจัดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาแต่จำเลยเพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์ในฐานะคู่สัญญา และได้กระทำการแทนบุตรทั้งสองซึ่งเป็นผู้เยาว์แสดงเจตนาแก่จำเลยที่ถือประโยชน์จากข้อตกลงในสัญญานั้นแล้ว จำเลยจะยกเหตุว่าบุตรทั้งสองยังไม่ได้แสดงเจตนามายังจำเลยเพื่อให้ระงับสิทธินั้นไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 375อย่างไรก็ตาม สัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกนี้จะมีอายุความในการฟ้องร้องคดีด้วย แต่อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่บุคคลภายนอกแสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญา ดังนั้นถ้าหากลูกหนี้ไม่ยอมไปจดทะเบียนโอนทรัพย์สินให้ บุคคลภายนอกจะต้องฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการแสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์ดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7355/2553 การที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกเท่ากับโจทก์แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์จากสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ มิใช่กรณีโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องเรียกค่าผลไม้ในฐานะผู้ประกอบการค้าซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) คดีของโจทก์จึงมีอายุความ 10…

Read More

คู่สมรสไม่ได้ให้ความยินยอม

คู่สมรสไม่ได้ให้ความยินยอม

การที่สามีนำบ้านและที่ดินไปจำนองธนาคารตามลำพังได้เงินมาหลายล้านบาท โดยดิฉันซึ่งเป็นภริยาไม่ทราบเลย บ้านและที่ดินนี้ซื้อมาหลังจากเราแต่งงานจดทะเบียนสมรสแต่ใส่ชื่อสามีคนเดียว เราทะเลาะกันเรื่องนี้เพราะเงินที่ได้มาสามีอ้างว่าเอาไปลงทุนทำธุรกิจ แต่ปรากฏว่าไม่เป็นความจริง ตอนนี้สามีไล่ดิฉันออกจากบ้าน ดิฉันจึงอยากจะทราบว่าในฐานะดิฉันเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายจะมีทางยับยั้งการก่อหนี้สินดังกล่าวนี้ได้อย่างไรบ้าง เยาวภา กรุงเทพฯ การที่คู่สมรสนำสินสมรสที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ไปทำนิติกรรมจำหน่ายจ่ายโอนหรือจดทะเบียนจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสที่ไม่ได้ให้ความยินยอมสามารถฟ้องเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ซึ่งเป็นเรื่องของการสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกระทำดังกล่าวจึงสามารถเพิกถอนได้ซึ่งเป็นเรื่องของทางแพ่ง ส่วนการกระทำดังกล่าวจะเป็นความผิดทางอาญาด้วยหรือไม่ ต้องดูว่ามีข้อเท็จจริงใดที่ได้มีการเจตนากระทำอันเป็นความรับผิดทางอาญาด้วยหรือไม่ เช่น คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8739/2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จำคุก 4 เดือน และปรับ 1,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ภายในกำหนด 1 ปี ตามที่จำเลยและพนักงานคุมประพฤติกำหนด (ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ด้วย) หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 จำเลยซื้ออาคารชุด และได้จดทะเบียนจำนองอาคารชุดดังกล่าวกับธนาคาร โดยเจ้าพนักงานที่ดินใช้ตรายางประทับข้อความว่า ข้าพเจ้านาย….ขอรับรองว่าข้าพเจ้ายังเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรส ไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย หากถ้อยคำที่ข้าพเจ้าให้นี้เป็นเท็จให้ใช้ถ้อยคำนี้ยันข้าพเจ้าในคดีอาญาได้ และจำเลยลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำ ตามบันทึกด้านหลังสัญญาจำนองเป็นประกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า บันทึกด้านหลังดังกล่าวที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ท้ายบันทึกจะเป็นการแจ้งความเท็จหรือไม่ เห็นว่า จำเลยซื้ออาคารชุดในระหว่างสมรสกับโจทก์อาคารชุดดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (1) และมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สามีและภริยาต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งในกรณีจำนองอสังหาริมทรัพย์ หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ทำนิติกรรมไปแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสอาจฟ้องให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้ การที่จำเลยให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าเป็นโสดไม่เคยมีคู่สมรสไม่ว่าจะชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นการแจ้งความอันเป็นเท็จแม้จำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจำเลยก็ไม่มีอำนาจทำนิติกรรมโดยโจทก์ไม่ยินยอม การที่จำเลยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยเป็นโสด เจ้าพนักงานที่ดินจึงจดทะเบียนจำนองที่ดินให้จำเลย ย่อมให้โจทก์ได้รับความเสียหายแล้วโดยไม่ต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้จำนองหรือโจทก์มีสินสมรสเพิ่มขึ้น โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน จะเห็นได้ว่า สามีได้รับเงินกู้จากการจดทะเบียนจำนองมาแล้ว จึงขึ้นอยู่กับคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองดังกล่าวกับธนาคารหรือไม่ ขณะเดียวกันการกระทำเช่นนี้อาจเป็นความรับผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จด้วยก็ได้….

Read More

สัญญาระหว่างสมรส ( 1)

สัญญาระหว่างสมรส ( 1)

การที่สามียกทรัพย์สินซึ่งซื้อมาหลังจากจดทะเบียนสมรสให้ภริยา เป็นบ้านพร้อมที่ดิน ต่อมาได้แยกกันอยู่กับภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนหย่า ตอนนี้ทราบว่าภริยามีแฟนใหม่และประกาศขายบ้านและที่ดินที่ยกให้ เธอสามารถขายได้โดยลำพังไม่ต้องขอความยินยอมจากผมใช่หรือไม่ และถ้าผมจะยกเลิกการจดทะเบียนยกบ้านและที่ดินแปลงนี้ ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ต้องทำการยกเลิกได้เมื่อใด ประยุทธ์ เนื่องจากได้มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 บัญญัติไว้ว่า สัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างการเป็นสามีภริยากันนั้น ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยาก็ได้ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตดังนั้นการยกทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้คู่สมรสฝ่ายใดมีลักษณะเป็นสัญญาแบ่งสินสมรสกัน เป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สามีภริยาสามารถตกลงทำสัญญาเช่นนี้ได้เพราะเป็นสัญญาที่ไม่ขัดกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และคู่สมรสที่แยกกันอยู่โดยยังไม่ได้หย่ากันซึ่งเป็นผู้ได้รับโอนทรัพย์สินนั้นมา จึงสามารถจัดการสินสมรสที่ตกลงแบ่งกันแล้ว โดยการขาย การให้ การจำหน่ายด้วยประการใด ๆ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 337/2530 โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินสินสมรสแต่ผู้เดียวในระหว่างสมรส จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาและจดทะเบียนยกที่ดินดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ แสดงว่าจำเลยมีเจตนายกทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ ย่อมทำให้ทรัพย์สินนั้นหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และสัญญานี้เป็นสัญญาระหว่างสมรสที่สมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ เมื่อจำเลยยกทรัพย์สินให้แก่โจทก์และทรัพย์สินนั้นตกเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) แล้ว จำเลยก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นต่อไป โจทก์จำเลยหย่ากัน โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินดังกล่าวได้ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471(3) ที่บัญญัติให้ทรัพย์สินที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวนั้นมิได้กำหนดให้ใช้บังคับแต่เฉพาะกรณีที่บุคคลภายนอกเป็นผู้ยกทรัพย์สินให้เท่านั้น แต่ได้รวมถึงกรณีที่สามีภริยายกทรัพย์สินให้แก่กันในระหว่างสมรสด้วยฉบับหน้าจะมาต่อด้วยระยะเวลาในการใช้สิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส. ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

ปฏิทินการศึกษา 1/2560

ปฏิทินการศึกษา 1/2560

ภาคเรียนที่ 1 /2560 วันจันทร์ที่ 7 – วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2560 ลงทะเบียนเรียนภาค 1/2560 วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคม 2560 ปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่  *อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม วันจันทร์ที่ 4 – วันศุกร์ที่ 8 กันยายน 2560 วันแจ้งจบการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่คาดว่าจะจบ 1/2560 วันจันทร์ที่ 4 – วันศุกร์ที่ 8 กันยายน 2560 ลงทะเบียนสอบซ่อม สำหรับเทอม 2/59,S/60 วันเสาร์ที่ 30 กันยายน – วันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 สอบซ่อมสำหรับเทอม 2/59,S/60 วันเสาร์ที่ 7 – วันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคม 2560 สอบซ่อมสำหรับเทอม 2/59,S/60 วันเสาร์ที่ 18 – วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560 สอบปลายภาค วันเสาร์ที่ 25 – วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560 สอบปลายภาค วันเสาร์ที่ 2- วันอาทิตย์ที่ 3 ธันวาคม 2560 สอบปลายภาค วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560 วันประสาทปริญญา *อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2560 – วันอังคารที่…

Read More