แนวรบ คลองหลวง ยกระดับ สถานการณ์ใหม่ “ความรุนแรง” รออยู่

แนวรบ คลองหลวง ยกระดับ สถานการณ์ใหม่ “ความรุนแรง” รออยู่

ข่าวสด : คอลัมน์ วิเคราะห์การเมือง  แม้ความพยายามที่จะขยายผลจากการถอดถอน “สมณศักดิ์” ของ พระเทพญาณมหามุนี ให้กลายเป็น พระไชยบูลย์ สุทธิผล ไปสู่การสึกหาเพื่อให้พ้นไปจากความเป็นสมณะ แต่เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปอย่างง่ายดาย หากฟังจาก พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนใหม่ ก็จะรู้ว่าต้องดำเนินไปด้วยความสลับซับซ้อน เป็นความสลับซับซ้อนและใช้เวลานาน เว้นแต่จะอาศัยอำนาจตาม “มาตรา 44” ดำเนินการเพื่อสนองอารมณ์ของบรรดาวัยรุ่นใจร้อนที่เงื้อตีนเพื่อลง “สหบาทา” แต่ก็ใช่ว่าจะทำได้อย่างง่ายๆ เพราะเรื่องนี้สัมพันธ์กับ “มหาเถรสมาคม” (มส.) อันเป็นเรื่องของคณะสงฆ์และต้องใช้กฎหมายของพระมาเป็นบรรทัดฐาน นั่นก็คือ พระธรรมวินัย ยิ่งกว่านั้นยังขึ้นอยู่กับว่าจะได้ตัว พระไชยบูลย์ สุทธิผล มาหรือไม่ ปมเงื่อนสำคัญจึงอยู่ที่ว่าด้วยมาตรการจาก “มาตรา 44” จะสามารถได้ตัว พระไชยบูลย์ สุทธิผล มาอยู่ในเงื้อมมือของกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้จึงไขรหัสและความสงสัยทั้งปวงจนหมดสิ้น ที่ทางด้านวัดพระธรรมกายตั้งข้อสงสัยตั้งแต่เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 แล้วว่าหากเดินทางไปพบกับดีเอสไอคงไม่แคล้วจะถูกสึก จึงเป็น “คำตอบ” ได้เป็นอย่างดี การไม่ยอมเดินทางไปยังสภ.คลองหลวงในเดือนมิถุนายน 2559 อันนำไปสู่ปฏิบัติการอีกครั้งในเดือนธันวาคม 2559 กระทั่งต่อสายยาวมายังเดือนกุมภาพันธ์ และยืดเยื้อมายังเดือนมีนาคม 2560 เป้าหมายจึงอยู่ตรงนี้ อาจต้องการดำเนินคดี แต่แท้จริงแล้วคือ ต้องการ “สึก” เพราะว่าการสึก พระไชยบูลย์ สุทธิผล ไม่สามารถสึกลับหลังได้จำเป็นต้องได้ตัว เรื่องที่คิดว่าง่ายจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องง่ายอย่างที่คิด แม้ว่าจะมี “มาตรา 44” อยู่ในมือก็ตาม นับแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ เมื่อมีการประกาศใช้อำนาจตาม “มาตรา 44” สถานการณ์อันเกี่ยวกับ พระไชยบูลย์ สุทธิผล จึงได้ยกระดับไปเป็นอีกก้าวที่สำคัญ ทุกมาตรการที่ลงมือจึงรวมศูนย์ไปสู่การได้ตัว เพราะหากไม่ได้ตัวก็จะไม่สามารถดำเนินคดี ก็จะไม่สามารถสึกหาลาพ้นไปจากความเป็นพระ ก็จะไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการกับวัดพระธรรมกายและสาขาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะต้องการ “สึก” จึงต้องเปิด “ศึก”…

Read More

มีผลแล้ว! กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

มีผลแล้ว! กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2560”ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป//ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475//กำหนดว่าบุคคลใดให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินหรือกระทําการใดๆ อันมีลักษณะเป็นการอําพราง การให้กู้ยืมเงิน โดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนดไว้ ทำเอกสารเท็จ หรือรับเอาซึ่งประโยชน์อย่างอื่นนอกจากดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือสิ่งของมากเกินส่วนอันสมควรตามเงื่อนไขแห่งการกู้ยืมเงิน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือ ปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ เมื่อศาลพิพากษาว่าจําเลยมีความผิดแต่รอการกําหนดโทษหรือรอการลงโทษไว้ไม่ว่าจะมีคําขอหรือไม่ ศาลอาจนําวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 อนุมาตรา 3 และ 5 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม และ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มา : http://www.sanook.com/

Read More

“มาร์ค”บี้”ปู″แสดงจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ

“มาร์ค”บี้”ปู″แสดงจุดยืนแก้รัฐธรรมนูญ

“อภิสิทธิ์”บี้ “ยิ่งลักษณ์” ใช้การกระทำพิสูจน์กรณีบอกไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบัน เรียกร้องนายกฯ ไม่แตะองค์กรอิสระ – ตุลาการ วันนี้ ( 1 มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศญี่ปุ่นผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทางบลูสกาย ชาแนล ถึงเหตุการณ์คนร้าย 2 คนบุกชกนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ ว่า รู้สึกตกใจ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยและขอประณามการละเมิดสิทธิ์ในทุกรูปแบบและอยากให้ทุกฝ่ายระวัง เพราะมีบางฝ่ายต้องการให้ความขัดแย้งกันเราต้องหยุดตรงนี้ให้ได้ ต้องคุยกันด้วยเหตุผล นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จากการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า บังเอิญตนไม่ได้ฟังน้ำเสียงของนายกฯว่าหนักแน่นแค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องฟังน้ำเสียงด้วย และอยากให้นายกฯย้ำในอีก 2 ประเด็นเพิ่มเติมคือ เรื่องความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ องค์กรอิสระ ว่าจะไม่ไปแตะต้องแก้ไข และยืนยันด้วยว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนใดคนหนึ่งนำไปสู่การลบล้างอำนาจของตุลาการในอดีต หรือการนิรโทษกรรม ซึ่งถ้าทำอย่างนี้เรื่องรัฐธรรมนูญจะไม่ต้องขัดแย้งกันแล้ว เพราะฉะนั้น ตนยืนยันว่า 1. ก็คือรอดูการกระทำ ไม่ฟังแค่คำพูด และ 2. ก็อยากจะทวงว่าประเด็นที่ตนว่าไปนั้น นายกฯจะว่าอย่างไร ถ้ารัฐบาลยอมรับในหลักการที่ตนเรียกร้อง ประเด็นความเป็นอิสระของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และหลักการที่ว่า คนเป็น ส.ส.ร.ก็ต้องยึดถือด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าการตั้ง นายสามารถ แก้วมีชัย เป็นประธาน กมธ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสายตรงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ตนไม่มองว่าใครเป็นสายตรงใคร ส่วนตัวเห็นว่านายสามารถ มีความรู้ มีความเข้าใจในประเด็นต่าง ๆ เป็นอย่างดี แต่ทั้งหมดก็ต้องเอากันชัด ๆ ว่าจะเพื่อไทย หรือเพื่อใคร ดูอย่างนั้นจะดีกว่า ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

“เหลิม”ปัดคุกคามสื่อ อ้างที่ฟ้องแค่หวังดึงเป็นพยาน

“เหลิม”ปัดคุกคามสื่อ อ้างที่ฟ้องแค่หวังดึงเป็นพยาน

“เหลิม”ปัดคุกคามสื่อ อ้างที่ฟ้องแค่หวังดึงเป็นพยาน ระบุทำตามขั้นตอนกฎหมายไม่ได้การคุกคาม วันนี้ ( 1 มี.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สมาคมผู้สื่อข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยแสดงความกังวลกรณีฟ้องสื่อ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์จำนวน 7 ฉบับที่ลงข่าวว่ามีอาการคล้ายคนเมาระหว่างการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ…. ว่า เหตุที่ตนฟ้องสื่อเพราะต้องการเป็นพยาน เพราะหากไม่ฟ้องสื่อเวลาส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อ้างว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์จะนำสื่อที่ไหนมาเป็นพยาน หากสื่อมายืนยันว่าส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์จริง ตนก็จะถอนเพราะไม่ตั้งใจเอาผิดอยู่แล้ว เมื่อถามว่าถ้าตั้งใจถอนฟ้องแต่แรกเหตุใดจึงระบุว่าจะถอนเฉพาะหนังสือพิมพ์บางฉบับ แต่หนังสือพิมพ์อีก 6 ฉบับกลับไม่ระบุว่าจะถอนฟ้อง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เพราะอีก 6 ฉบับลงซ้ำบ่อย การคุกคามสื่อต้องใช้อำนาจนอกระบบ แต่ตนใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ถือเป็นการคุกคาม เมื่อถามว่าแต่การฟ้องอาจหวังปิดปากสื่อ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า สื่อไทยใครจะไปปิดปากได้ สื่อไทยเป็นสื่อที่มีอิสระมากที่สุดในโลก ไปดูหนังสือพิมพ์บางฉบับพาดหัว พฤติกรรมมันชัด แต่ตนใจกว้างพอ การดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ใช่การคุกคาม ถ้าคุกคามต้องส่งนักเลงไปกดออดที่บ้าน ไปทุบรถ แต่ตนไม่ใช่คนอย่างนั้น. ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

“เหลิม” โชว์ใบรับรองแพทย์ ยันป่วยจริงทำเดินโซเซ

“เหลิม” โชว์ใบรับรองแพทย์ ยันป่วยจริงทำเดินโซเซ

ยันหมอระบุมีอาการเวียนศีรษะและทรงตัวผิดปกติเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาที่นอนดึกหรือพักผ่อนน้อย วันนี้( 1 มี.ค.) ที่รัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการวิจารณ์ว่าโรคก้านหูอักเสบที่ชี้แจงว่าเป็นสาเหตุของอาการเดินเซนั้นไม่มีตามที่ตนให้สัมภาษณ์ ว่า ตนรักษาที่โรงพยายาบาลรามาธิบดี ซึ่งตนไปรักษาระบุว่ามีอาการเวียนศีรษะเดินเซ จากประสาทหูเสื่อม ส่วนหมอจากรพ.พญาไท ระบุว่าหูดับเฉียบพลันเนื่องจากเส้นประสาทหูและก้านหูอักเสบเฉียบพลัน และหมอจากรพ.พระมงกุฏฯ บอกว่ามีอาการเวียนศีรษะและทรงตัวผิดปกติเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะเวลาที่นอนดึกหรือพักผ่อนน้อย และขณะนี้ยังรักษาอย่างต่อเนื่องโดยการรับประทานยา ตนไม่รู้ว่าจะมากระแนะกระแหนตนทำไมว่าโรคก้านหูไม่มี เพราะตนพูดตามที่หมอบอกมา ส่วนหมอจะเขียนผิดหรือถูกไม่ทราบ เมื่อถามว่าทำไมการลงวันที่ในใบรับรองแพทย์ถึงออกให้ในวันที่ 28-29 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากที่มีข่าวปรากฎ ออกมาแล้ว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในรับรองแพทย์ขอเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขาจะบอกว่าเราเข้ารับการรักษาเมื่อไหร่ซึ่งตนเข้ารับการรักษาเมื่อ วันที่ 3 พ.ย. 52 ที่ตนยังไม่ไปขอเพราะยังไม่เป็นประเด็น พอเป็นประเด็นก็ไปขอมาเพราะรู้ว่าเป็นเป้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม ได้นำเอกสารใบรับรองแพทย์จากการเข้ารับการรักษา ที่รพ.รามาธิบดี รพ.พญาไท 3 และรพ.พระมงกุฏฯ มายืนยันอาการป่วยแจกจ่ายกับสื่อมวลชน เพื่อเป็นหลักฐานว่าอาการเดินเซเป็นผลมาจากการเจ็บป่วยจริง ทั้งนี้เป็นที่สังเกตว่าใบรับรองแพทย์มีการออกให้ย้อนหลังจากวันที่เข้ารับการรักษาจริงทั้ง 3 โรงพยาบาล. ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More

ปชป.ย้ำ8จุดยืนแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ

ปชป.ย้ำ8จุดยืนแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ

ปชป.วางกรอบ 8 จุดยืนแปรญัตติในการร่างรัฐธรรมนูญ ย้ำต้องนำกลับมาให้สภาพิจารณาก่อนประชามติ วันนี้ ( 1 มี.ค.) ที่รัฐสภา นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับการเสนอกรอบการขอแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ว่า พรรคมีกรอบมีจุดยืนกรอบการแปรญัตติ 8 ข้อ 1.ขอให้เพิ่มตัด (5) ใน ม. 101 ที่ก่อนหน้านี้มี ส.ส.เสนอให้ตัดวงเล็บดังกล่าวออกไป เพื่อเป็นการกำหนดคุณสมบัติให้ผู้ต้องโทษทางการเมืองไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถสมัครเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.)ได้ ซึ่งในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วย จึงขอให้เพิ่มวงเล็บดังกล่าวกลับเข้าไป 2.ให้ตัดการเพิ่มอำนาจของประธานรัฐสภาในการพิจารณาบุคคลที่จะเป็นส.ส.ร.ในสัดส่วนขององค์กรวิชาชีพ และภาคเอกชน เนื่องจากเกรงว่าประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไม่เป็นธรรม และไม่เป็นกลาง 3.เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ควรเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาร่วมพิจารณา และแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนของประชาชนก่อนที่จะมีการทำประชามติถามความเห็นจากประชาชน นายธนา กล่าวด้วยว่า 4.จะต้องไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และพระราชอำนาจ 5.การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่กระทบต่อองค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญเพราะขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามีคนจ้องล้มล้างองค์กรอิสระ โดยเสนอให้มีการยุบศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ 6.จะต้องไม่มีการแก้โทษ หรือให้มีการนิรโทษกรรมในคดีของบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่มีความผิด และอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีไม่ว่าจะอยู่ในชั้นศาลใดก็ตาม 7.ต้องไม่กระทบกับอำนาจตุลาการและอำนาจขององค์กรที่ตรวจสอบรัฐบาลทุกองค์กรและ 8.ต้องไม่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะให้เป็นผลล้มล้างความผิดใดๆซึ่งองค์กร กระบวนการยุติธรรมได้ตัดสินให้มีความผิดแล้ว นี่คือกรอบการแปรญัตติของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่ง ส.ส.ของพรรคทุกคนจะทยอยยื่นแปรญัตติภายใน 30 วันตามกำหนด ที่มา : http://www.dailynews.co.th/

Read More